ZERO: RED vs Zero 2

Truthear ZERO: RED
vs 7Hz Salnotes Zero 2

ถ้าลังเลระหว่าง IEM งบประหยัดกับตัวที่อัปเกรดเสียงชัดขึ้น หน้านี้ช่วยแยกให้ว่าควรเลือกตัวไหน

ถ้าอยากอัปเกรดเสียงให้ชัด

Truthear x Crinacle ZERO: RED

Truthear x Crinacle ZERO: RED เหมาะกับคนที่อยากได้ IEM ตัวจริงจังขึ้นมาอีกขั้น เสียงร้องชัดกว่า เบสมีแรงกว่า รายละเอียดและการแยกชิ้นดนตรีเหนือกว่า Zero 2 ชัดเจน เหมาะกับคนฟังเพลงไทย เพลงร้อง Pop Rock และคนที่อยากรู้สึกว่าเปลี่ยนหูฟังแล้วเสียงอัปเกรดจริง

  • เสียงร้องเด่นกว่า รายละเอียดดีกว่า และให้ฟีลอัปเกรดชัดกว่า
  • เบสมีน้ำหนักและแรงปะทะมากกว่า โดยเฉพาะถ้าเข้าใจการใช้ impedance adapter
  • เหมาะกับคนที่มีงบสูงกว่าและอยากได้ IEM ตัวหลัก ไม่ใช่แค่ตัวลองเล่น
VS

ถ้าอยากเริ่ม IEM แบบคุ้มสุด

7Hz Salnotes Zero 2

7Hz Salnotes Zero 2 เหมาะกับคนที่อยากลอง IEM ตัวแรกในงบประหยัดมาก เสียงโทนอุ่น ฟังง่าย ไม่แหลมบาด และไม่ต้องคิดเยอะ จุดเด่นคือความคุ้มต่อราคาและความเสี่ยงต่ำ แต่ถ้าเทียบกับ ZERO: RED ตรง ๆ จะเสียเรื่องรายละเอียด แรงปะทะ และความชัดของเสียงร้อง

  • ราคาต่ำกว่าเยอะ เหมาะกับคนเริ่มลอง IEM หรืออยากได้ตัวสำรอง
  • โทนอุ่น ฟังง่าย แหลมไม่จัด เหมาะกับคนกลัวเสียงบาดหู
  • คุ้มมากในงบประหยัด แต่ไม่ได้ให้ฟีลอัปเกรดชัดเท่า ZERO: RED

สรุปเร็ว 10 วินาที: ถ้างบจำกัดมาก หรืออยากลอง IEM ตัวแรกแบบเจ็บตัวน้อย 7Hz Salnotes Zero 2 น่าเลือกกว่า เพราะราคาถูก ฟังง่าย โทนอุ่น และแหลมไม่บาด แต่ถ้าอยากได้เสียงร้องชัดกว่า รายละเอียดดีกว่า เบสมีแรงกว่า และอยากรู้สึกว่าอัปเกรดจากหูฟังทั่วไปจริง ๆ Truthear x Crinacle ZERO: RED คุ้มกว่าในฐานะ IEM ตัวหลัก โดยเฉพาะคนฟังเพลงไทย เพลงร้อง Pop Rock และใช้ดูหนังหรือเล่นเกมด้วย

อย่าเริ่มจากว่าตัวไหนดังกว่า ให้เริ่มจากว่าคุณอยากลอง IEM หรืออยากอัปเกรดจริงจัง

Truthear x Crinacle ZERO: RED กับ 7Hz Salnotes Zero 2 เป็น IEM ที่ถูกพูดถึงบ่อยทั้งคู่ แต่ไม่ได้ชนกันแบบราคาเท่ากัน Zero 2 คือจุดเริ่มต้นที่คุ้มมาก ส่วน ZERO: RED คือก้าวถัดไปสำหรับคนที่อยากได้เสียงร้อง รายละเอียด และแรงปะทะที่ชัดขึ้น

คุณน่าจะเหมาะกับ ZERO: RED ถ้า...

คุณไม่ได้อยากแค่ลองว่า IEM ต่างจากหูฟังทั่วไปยังไง แต่อยากได้ตัวที่ฟังแล้วรู้สึกว่าเพลงมีมิติมากขึ้น เสียงร้องชัดขึ้น เบสจับต้องได้มากขึ้น และใช้เป็นตัวหลักได้จริงในชีวิตประจำวัน

  • ฟังเพลงร้อง เพลงไทย T-pop K-pop ลูกทุ่ง เพลง 90s หรือ vocal เป็นหลัก
  • อยากได้เสียงร้องอยู่หน้า รายละเอียดมากกว่า และการแยกชิ้นดนตรีดีกว่า
  • ชอบเบสมีแรงปะทะมากกว่าเบสนุ่ม ๆ เฉย ๆ
  • อยากได้ IEM ตัวเดียวที่ใช้ได้ทั้งฟังเพลง ดูหนัง และเล่นเกม casual
  • มีงบประมาณราว 2,000 บาทขึ้นไป และอยากให้เงินที่จ่ายเพิ่มกลับมาเป็นคุณภาพเสียงที่ชัดเจน

คุณน่าจะเหมาะกับ Zero 2 ถ้า...

คุณอยากเริ่มจาก IEM ราคาประหยัดมากก่อน อยากลองโลก IEM แบบไม่เสี่ยง หรืออยากได้หูฟังสำรองที่ฟังสบาย ไม่แหลมบาด และไม่ต้องคิดเยอะ จุดเด่นของ Zero 2 คือความคุ้มต่อราคา ไม่ใช่การชนะด้านรายละเอียดแบบจริงจัง

  • งบจำกัดมาก หรืออยากจ่ายให้น้อยที่สุดก่อนลอง IEM
  • กลัวเสียงแหลมบาด ฟังนานแล้วล้า หรือเสียงร้องแห้งเกินไป
  • ชอบโทนอุ่น ฟังง่าย ไม่ต้องจับผิดรายละเอียด
  • อยากได้หูฟังสำรอง พกไปเรียน ทำงาน หรือใช้กับมือถือแบบไม่ต้องระวังมาก
  • ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองชอบ tuning แบบไหน และไม่อยากเริ่มด้วยรุ่นราคาสูง

เทียบจากการใช้งานจริง ไม่ใช่ดูแค่กราฟหรือราคา

คู่นี้ต่างกันที่ expectation มากกว่าแค่สเปก ZERO: RED ให้ประสบการณ์ที่จริงจังกว่า ส่วน Zero 2 ให้ความคุ้มแบบมือใหม่เริ่มต้นง่ายกว่า ถ้าเลือกตามโจทย์ชีวิตจริง จะลดโอกาสซื้อผิดได้มาก

ZERO: RED ทำให้เสียงร้องมีตัวตนมากกว่า

จุดแข็งของ ZERO: RED คือเสียงร้องที่เด่น ชัด และมีพลังมากกว่า Zero 2 เวลาฟังเพลงไทย เพลง 90s T-pop K-pop หรือเพลงที่เสียงนักร้องเป็นพระเอก จะรู้สึกว่านักร้องขยับมาใกล้ขึ้น รายละเอียดของลมหายใจ ปลายเสียง และการเว้นวรรคในเพลงจับต้องได้มากกว่า

สำหรับคนที่ฟังเพลงร้องเป็นหลัก เงินที่จ่ายเพิ่มให้ RED จะรู้สึกคุ้มง่าย เพราะความต่างไม่ได้อยู่แค่เบสหรือแหลม แต่คือความรู้สึกว่าเพลงมีชีวิตและมีอารมณ์มากกว่า

Moment 1

ตอนเปิดเพลงร้อง / เพลงไทย / T-pop

ZERO: RED ชัดกว่า

เหมาะกับคนที่ซื้อ IEM เพราะอยากให้เสียงนักร้องออกมาชัดและมีอารมณ์กว่าเดิม

Zero 2 ฟังร้องได้ดี แต่ไม่ได้ดึงนักร้องออกมาชัดเท่า

Zero 2 ให้เสียงร้องในโทนอุ่น ฟังง่าย และไม่แหลมบาด เหมาะกับเพลงไทยเก่า เพลงลูกกรุง หรือเพลงที่ไฟล์เสียงไม่ได้ดีมาก เพราะมันไม่ขุดรายละเอียดจนทำให้เพลงฟังแข็ง

แต่ถ้าวางเทียบกับ RED ตรง ๆ จะรู้สึกว่าเสียงร้องของ Zero 2 อยู่กลางกว่า รายละเอียดน้อยกว่า และแรงดึงดูดของนักร้องไม่ชัดเท่า เหมาะกับฟังสบายมากกว่าฟังแบบตั้งใจ

ZERO: RED ให้เบสมีแรงและจับต้องได้กว่า

เวลาเปิด Pop, Rock, K-pop หรือเพลงที่กลองกับเบสเป็นตัวขับอารมณ์ ZERO: RED จะให้แรงปะทะและน้ำหนักที่ชัดกว่า Zero 2 เสียงกลองไม่แบน เบสไม่ใช่แค่อุ่น แต่มีจังหวะให้ตามเพลงได้สนุกกว่า

ถ้าใช้ impedance adapter เบสจะเพิ่มขึ้นอีก แต่ต้องเข้าใจว่ามันแลกกับเสียงร้องที่อาจถอยลงและความหนาของเบสที่มากขึ้นเล็กน้อย ดังนั้นไม่จำเป็นต้องเสียบ adapter ตลอดเวลา

Moment 2

ตอนฟังเพลงมีจังหวะ Rock / Pop / EDM แบบ casual

ZERO: RED สนุกกว่า

เบสมีแรงกว่า แต่ไม่ใช่รุ่น basshead แบบสุดโต่ง

Zero 2 เบสอุ่น ฟังง่าย แต่แรงปะทะไม่เท่า

Zero 2 เพิ่มเบสจาก Salnotes Zero รุ่นแรก ทำให้ฟังเพลงตลาดง่ายขึ้นและไม่ผอมจนเกินไป แต่เบสของมันยังเป็นแนวนุ่ม อุ่น และสุภาพ ไม่ใช่เบสที่กระแทกหรือมีแรงไดนามิกชัดแบบ RED

ถ้าฟัง EDM หรือ Hip-hop แบบ casual ยังพอสนุกได้ แต่ถ้าคาดหวังแรงกระแทกชัด ๆ หรือความรู้สึกว่าจังหวะเพลงมีพลัง RED จะตอบโจทย์กว่า

ZERO: RED ฟังนานได้ แต่มีพลังงานมากกว่า

RED ไม่ใช่ IEM ที่แหลมบาดหรือฟังยาก แต่เพราะเสียงร้องอยู่หน้าและเบสมีแรงกว่า จึงให้ความรู้สึกจริงจังกับการฟังมากกว่า Zero 2 ถ้าเปิดฟังเบา ๆ ระหว่างทำงานทั้งวัน บางคนอาจรู้สึกว่ามันดึงความสนใจมากกว่า

คนที่ชอบฟังเพลงแบบตั้งใจจะชอบบุคลิกนี้ แต่คนที่อยากเปิดคลอเฉย ๆ อาจไม่จำเป็นต้องจ่ายเพิ่มถึง RED

Moment 3

ตอนฟังนานหลายชั่วโมง

Zero 2 สบายใจกว่า

เพราะโทนเสียงอ่อนโยนกว่าและไม่พยายามดึงรายละเอียดมากเกินไป

Zero 2 เด่นที่ความนุ่มและไม่รบกวนหู

Zero 2 เป็นตัวที่ใส่ฟังยาว ๆ ได้ง่ายกว่าในมุมคนทั่วไป เพราะโทนเสียงอุ่น แหลมเรียบ และไม่มีส่วนไหนพุ่งมากจนเรียกร้องความสนใจตลอดเวลา

ถ้าคุณฟังเพลงระหว่างทำงาน เรียน อ่านหนังสือ หรืออยากได้ IEM ที่ไม่ทำให้เหนื่อยง่าย Zero 2 มีภาษีดีมากเมื่อเทียบกับราคา

ZERO: RED ทำให้เสียงพูดและเอฟเฟกต์ชัดกว่า

เวลาใช้ดูหนังหรือ YouTube จุดที่ RED ได้เปรียบคือเสียงพูดชัดกว่า รายละเอียดเอฟเฟกต์ดีกว่า และตำแหน่งเสียงเป็นรูปเป็นร่างกว่า ทำให้ dialog ไม่จมง่าย โดยเฉพาะคลิปที่เสียงพูดเป็นแกนหลัก

ถ้าใช้เล่นเกมมือถือแบบ casual หรือเกมที่ต้องการจับทิศทางเสียงบ้าง RED ก็ให้ความมั่นใจกว่า Zero 2 เพราะการแยกชิ้นและ imaging ทำได้ชัดกว่า

Moment 4

ตอนใช้ดูหนัง YouTube หรือเล่นเกมมือถือ

ZERO: RED เหมาะกว่า

เพราะ dialog ชัดกว่าและ imaging ดีกว่า

Zero 2 ใช้ได้ แต่ไม่ได้เด่นด้านตำแหน่งเสียง

Zero 2 ใช้ดูคลิปหรือเล่นเกมทั่วไปได้ไม่มีปัญหา เสียงไม่บาด ฟังได้นาน และไม่ทำให้เสียงพูดบางเกินไป แต่เวทีเสียงและการวางตำแหน่งยังค่อนข้างธรรมดา

ถ้าใช้งานหลักคือ YouTube ทั่วไป Zero 2 เพียงพอ แต่ถ้าต้องการความชัดของ dialog และความเป็นชั้นของเสียงมากขึ้น RED เหนือกว่า

ZERO: RED คุ้มเมื่อคุณอยากได้ตัวหลักจริง ๆ

ถ้าคุณมีงบและตั้งใจซื้อ IEM มาใช้เป็นตัวหลัก RED จะให้ความรู้สึกคุ้มกว่า เพราะมันไม่ได้ดีขึ้นแค่จุดเดียว แต่ดีขึ้นทั้งเสียงร้อง รายละเอียด เบส การแยกชิ้น และความรู้สึกว่าเพลงมีมิติมากขึ้น

ความเสี่ยงของ RED คือถ้าคุณแค่อยากลอง IEM แบบไม่จริงจัง ราคาของมันอาจสูงเกินความจำเป็น และถ้าใช้ impedance adapter โดยไม่เข้าใจ อาจรู้สึกว่าเสียงไม่บาลานซ์เท่าที่ควร

Moment 5

ตอนคิดเรื่องความคุ้มและความเสี่ยงซื้อผิด

ขึ้นกับงบ

Zero 2 คุ้มกว่าในเชิงราคา แต่ RED คุ้มกว่าในเชิงประสบการณ์เสียง

Zero 2 คุ้มมากเมื่อคุณอยากเริ่มแบบไม่เจ็บตัว

Zero 2 คือรุ่นที่เหมาะกับคำถามว่า ‘IEM งบประหยัดเริ่มยังไงดี’ มากกว่า ‘ตัวไหนเสียงดีที่สุด’ เพราะราคาต่ำ ความเสี่ยงน้อย และคุณภาพเสียงดีพอให้เข้าใจว่าทำไมคนถึงเริ่มสนใจ IEM

แต่ถ้าคุณหวังว่ามันจะให้รายละเอียดและความชัดเท่า RED อาจผิดหวัง เพราะจุดแข็งของ Zero 2 คือความคุ้มและฟังง่าย ไม่ใช่การไล่ชนรุ่นแพงกว่าแบบตรง ๆ

จุดที่ควรรู้ก่อนจ่ายเงิน

ทั้งสองรุ่นน่าเล่น แต่คนละโจทย์กันมาก ถ้าเข้าใจผิดว่า Zero 2 จะให้ประสบการณ์เท่า RED หรือคิดว่า RED ต้องเบสเยอะสุดเสมอ อาจซื้อแล้วไม่ตรงใจ

สิ่งที่อาจทำให้ ZERO: RED ไม่เหมาะกับคุณ

ZERO: RED เหมาะกับคนที่อยากได้เสียงร้อง รายละเอียด และแรงปะทะที่ชัดขึ้น แต่ไม่ใช่รุ่นที่ทุกคนต้องเริ่มด้วย โดยเฉพาะถ้างบจำกัดมากหรือยังไม่แน่ใจว่าตัวเองชอบ IEM แบบไหน

  • ราคาสูงกว่า Zero 2 หลายเท่า ถ้าแค่อยากลอง IEM ครั้งแรกอาจเกินจำเป็น
  • impedance adapter ทำให้เสียงเปลี่ยน ถ้าเสียบไว้ตลอดโดยไม่เข้าใจ อาจรู้สึกว่าเบสหนาและเสียงร้องถอย
  • เสียงร้องค่อนข้างเด่น คนที่ชอบเวทีกว้างหรือเสียงถอยสบาย ๆ อาจรู้สึกว่ามันอยู่ใกล้เกินไป
  • ถ้าคาดหวังเบสระดับ basshead แบบหนักมาก ๆ ยังอาจไม่สุดในทางนั้น
  • fit และจุกมีผลมาก คนหูเล็กหรือไม่ชอบ shell ที่จริงจังควรลองจุกหลายแบบ

สิ่งที่อาจทำให้ Zero 2 ไม่เหมาะกับคุณ

Zero 2 เป็น IEM ราคาประหยัดที่ดีมาก แต่ข้อจำกัดของมันยังชัดเมื่อเทียบกับ RED ถ้าคุณคาดหวังรายละเอียดสูง แรงปะทะชัด หรือเสียงร้องเด่นมาก อาจรู้สึกว่ามันยังไม่พอ

  • รายละเอียดและการแยกชิ้นดนตรียังตาม RED ไม่ทัน
  • เบสมีความอุ่นและฟังง่าย แต่ไม่ได้ punch หรือ dynamic เท่า RED
  • เวทีเสียงค่อนข้างใกล้และไม่กว้างมาก เพลงที่ต้องการ space อาจรู้สึกอึดอัด
  • เสียงร้องไม่ได้ลอยเด่นเท่า RED ถ้าเน้น vocal มาก ๆ อาจไม่จุใจ
  • บางเครื่องอาจต้องใช้ dongle ช่วยเพื่อให้ volume และแรงขับมั่นใจกว่าเดิม

จ่ายเพิ่มให้ ZERO: RED คุ้มไหม หรือ Zero 2 ก็พอแล้ว

ZERO: RED ให้เสียงร้องอยู่หน้า ชัดกว่า มีเนื้อเสียงและรายละเอียดมากกว่า เหมาะกับเพลงไทย เพลงร้อง T-pop K-pop และเพลงที่นักร้องเป็นจุดขาย
ถ้าเน้นเสียงร้อง
Zero 2 ฟังเสียงร้องได้สบายและไม่บาด แต่ไม่ได้ดึงนักร้องออกมาชัดเท่า เหมาะกับฟังคลอหรือฟังนานมากกว่า
ZERO: RED มีน้ำหนักและแรงปะทะดีกว่า ถ้าใช้ adapter จะเพิ่มเบสได้อีก แต่ควรใช้ตามเพลง ไม่จำเป็นต้องเสียบตลอดเวลา
ถ้าเน้นเบส
Zero 2 มีเบสอุ่นขึ้นจากรุ่นแรก แต่ยังเป็นเบสนุ่ม ไม่ใช่เบสกระแทก เหมาะกับคนที่อยากฟังง่ายมากกว่าอยากได้แรงปะทะ
ZERO: RED ให้รายละเอียด การแยกชิ้น และ imaging ดีกว่า เหมาะกับคนที่อยากฟังเพลงจริงจังขึ้นหรือใช้เป็นตัวหลักระยะยาว
ถ้าเน้นรายละเอียด
Zero 2 รายละเอียดพอใช้ได้สำหรับราคา แต่ถ้าเคยฟัง IEM ที่สูงกว่า จะรู้สึกว่ามันเรียบและไม่ลึกเท่า
ZERO: RED คุ้มเมื่อคุณพร้อมจ่ายเพิ่มเพื่อให้ได้ประสบการณ์เสียงที่ชัดเจนกว่า ไม่ใช่แค่เริ่มลอง
ถ้าเป็น IEM ตัวแรก
Zero 2 เหมาะกว่าถ้างบจำกัดหรือยังไม่แน่ใจว่าชอบ IEM ไหม เพราะราคาต่ำและความเสี่ยงซื้อผิดน้อยกว่า
ZERO: RED เหมาะกับคนที่อยากได้ตัวเดียวใช้หลายงาน ฟังเพลง ดูหนัง เล่นเกม casual และไม่อยากอัปเกรดเร็ว
ถ้าใช้เป็นตัวเดียว
Zero 2 เหมาะกับตัวเริ่มต้นหรือตัวสำรองมากกว่า ถ้าใช้เป็นตัวหลักระยะยาว อาจเริ่มอยากอัปเกรดเมื่อชินเสียงแล้ว

หมายเหตุเรื่อง ZERO: RED กับ Zero 2

คู่นี้ไม่ควรมองว่าใครชนะทุกข้อแบบราคาเท่ากัน เพราะ Zero 2 ถูกกว่ามากและเก่งในฐานะ IEM เริ่มต้น ส่วน ZERO: RED เป็นตัวที่ให้ประสบการณ์เสียงจริงจังกว่า เสียงร้องชัดกว่า เบสมีแรงกว่า และรายละเอียดดีกว่า การเลือกที่ดีที่สุดจึงขึ้นกับว่าคุณอยาก ‘ลอง IEM ให้คุ้มที่สุด’ หรืออยาก ‘อัปเกรดเสียงให้รู้สึกต่างจริง’ และเหมือนทุกหูฟัง รสนิยมเสียงกับรูปหูมีผลมาก ถ้ามีโอกาสควรลองฟังหรือลองจุกก่อนตัดสินใจ

ยังไม่มั่นใจ?

อ่านรีวิวเต็มของแต่ละรุ่นก่อนตัดสินใจ

ถ้าคุณยังไม่แน่ใจว่าเสียงร้องของ ZERO: RED จะเด่นเกินไปไหม หรือ Zero 2 จะพอสำหรับแนวเพลงที่ฟังหรือเปล่า แนะนำให้อ่านรีวิวเต็มของแต่ละรุ่นก่อน เพราะสองตัวนี้คุ้มคนละแบบ และการเลือกให้ตรงกับงบ เพลงที่ฟัง และระดับความจริงจังสำคัญกว่าดูว่าใครชนะบนกระดาษ

Final verdict

ถ้าเลือกจากเงินที่จ่ายจริง ให้ถามก่อนว่าคุณอยากลอง IEM หรืออยากอัปเกรดเสียง

ถ้างบจำกัดมาก หรือยังไม่แน่ใจว่าตัวเองจะชอบ IEM ไหม 7Hz Salnotes Zero 2 เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมาก ราคาต่ำ ฟังง่าย โทนอุ่น แหลมไม่บาด และไม่ทำให้รู้สึกเสี่ยงเกินไป เหมาะกับคนที่อยากรู้ว่า IEM ให้เสียงต่างจากหูฟังทั่วไปยังไงโดยไม่ต้องลงทุนสูง

แต่ถ้ามีงบพอและอยากได้ IEM ที่ให้ความรู้สึกอัปเกรดชัด Truthear x Crinacle ZERO: RED น่าเลือกกว่า เสียงร้องมีตัวตนกว่า เบสมีแรงกว่า รายละเอียดและการแยกชิ้นดนตรีดีกว่า โดยเฉพาะเพลงไทย เพลงร้อง Pop Rock ดูหนัง และเล่นเกม casual จะเห็นความต่างจาก Zero 2 ชัดเจนกว่า

สรุปแบบไม่อ้อมค้อม: ถ้าเริ่มลอง IEM และงบจำกัด เลือก 7Hz Salnotes Zero 2 แต่ถ้า อยากได้ตัวหลักที่เสียงร้องชัด รายละเอียดดีกว่า และอัปเกรดจากหูฟังทั่วไปแบบรู้สึกได้ เลือก Truthear ZERO: RED อย่าเลือกจากกระแสอย่างเดียว ให้เลือกจากงบ เพลงที่ฟัง และระดับความจริงจังของคุณ

ดูราคา REDดูราคา Zero 2