รีวิวชุด LP6 10th + Cayin C9ii + UM Mason FS Nuit + PW Orpheus Shield
ชุด portable reference chain สำหรับเสียงร้อง เพลงไทย 90 และ musicality ชุดนี้มีจุดเด่นที่ วางน้ำหนักไปทางเนื้อเสียง อารมณ์เพลง และ synergy มากกว่าการโชว์รายละเอียดแบบคมจัด
คาแรกเตอร์หลักของชุดนี้คือเสียงร้องที่มี body ชัด เวทีมีชั้น เบสลงน้ำหนักดีแต่ไม่บวม และโทนรวมฟังลื่นเป็นธรรมชาติ เป้าหมายของการจัดชุดนี้คือหาชุดหูฟังที่เข้าใกล้อารมณ์ของชุดบ้าน high-end สำหรับฟังเพลงไทย แม้ยังแทนระบบบ้านระดับ high-end ไม่ได้ แต่ให้ความเพราะในระดับจริงจัง พร้อมความสะดวกและความเป็นส่วนตัวที่ชุดบ้านให้ไม่ได้
ชุดที่เด่นเรื่องน้ำเสียงมากกว่าการโชว์สเปก
LP6 10th ให้พื้นเสียงที่นิ่งและมีความเป็น organic, Cayin C9ii เพิ่ม body กับ dynamic, UM Mason FS Nuit ทำให้เสียงร้องมีมิติ ส่วน PW Orpheus Shield ทั้งฝั่ง IEM และ M2M ช่วยให้เสียงต่อเนื่อง ลื่น และไม่แข็งเกินไป
จุดเด่นและข้อจำกัดของชุดนี้
ชุดนี้ควรมองเป็น reference chain ที่จูนมาเพื่อเสียงร้องและ musicality มากกว่าชุดพกพาแบบสะดวกที่สุด ทุกชิ้นมีบทบาทชัด ทั้ง source, amp, สาย, M2M และจุกหูฟัง
จุดเด่น
- เสียงร้องเป็นแกนหลัก: vocal มีเนื้อ มีน้ำหนัก และอยู่กลางเวทีนิ่ง เหมาะกับเพลงไทย 90 และเพลงร้องจริงจัง
- Synergy ทั้งระบบลงตัว: LP6 10th ให้พื้นเสียงนิ่ง, C9ii เติม body กับ dynamic, Orpheus Shield ช่วยให้เสียงลื่นต่อเนื่อง
- เบสมีน้ำหนักแต่ไม่บวม: Final Audio Type E ช่วยคุม mid-bass ไม่ให้ล้นจนบังเสียงกลาง
- Streaming ยังใช้งานจริงได้: Spotify/Tidal ผ่าน Bluetooth แบนกว่า FLAC แต่ C9ii ช่วยเติมน้ำหนักและแรงปะทะกลับมาได้ระดับหนึ่ง
ข้อจำกัด
- ราคารวมสูงมาก: ทั้งชุดอยู่ประมาณ 6 แสนบาท จึงควรมองเป็นการจัด system ไม่ใช่การซื้ออุปกรณ์ชิ้นเดียวแล้วจบ
- ไม่ใช่ชุดที่พกง่ายที่สุด: LP6 + C9ii + M2M + สาย IEM เหมาะกับการนั่งฟังจริงจังมากกว่าการเดินพกทั้งวัน
- LP6 10th ไม่มีแอป streaming ในตัว: ถ้าต้องการ Spotify หรือ Tidal ต้องพึ่งมือถือส่งเข้าเครื่องผ่าน Bluetooth
- ยังแทนชุดบ้าน high-end ไม่ได้: เรื่อง scale, air, เวทีจริง และแรงปะทะของลำโพง ชุดบ้านอย่าง Mark Levinson + dCS + Wilson ยังเหนือกว่า
ที่มาของการจัดชุดนี้: หาชุดหูฟังที่เข้าใกล้ชุดบ้าน high-end
จุดเริ่มต้นของชุดนี้ไม่ได้มาจากการตามหาอุปกรณ์ที่แพงที่สุดในแต่ละหมวด แต่เกิดจากโจทย์ที่เฉพาะมากกว่า: ต้องการชุดหูฟังที่ฟังเพลงไทยได้เพราะ มีเนื้อเสียง มีอารมณ์ และเข้าใกล้ความนิ่งกับสเกลของชุดเครื่องเสียงบ้าน high-end ให้มากที่สุด
ชุดบ้านอ้างอิงอย่าง Mark Levinson 33H + No.32 pre + dCS Bartók + Wilson MAXX 2 ให้สิ่งที่ชุดหูฟังพกพายังทำได้ไม่เท่า โดยเฉพาะขนาดเวทีจริง แรงปะทะของลำโพง ความลึกของห้องเสียง และความรู้สึกที่เสียงร้องกับเครื่องดนตรีลอยอยู่ในพื้นที่จริง ไม่ใช่แค่ในหัวผู้ฟัง
แต่ LP6 10th + Cayin C9ii + UM Mason FS Nuit + PW Orpheus Shield ทำให้เพลงไทยฟังเพราะในอีกแบบหนึ่ง เสียงร้องมีเนื้อและอยู่กลางชัด เบสคุมตัวดีขึ้น รายละเอียดเล็ก ๆ ของคำร้องและปลายเสียงออกมาง่ายกว่า IEM chain ทั่วไป และยังให้ความรู้สึกจริงจังกว่าการฟังจาก DAP ตัวเดียวอย่างชัดเจน
สิ่งที่ต้องยอมรับตรง ๆ คือชุดนี้ยังไม่สามารถแทนชุดบ้าน high-end ได้ ถ้าเทียบเรื่องสเกล เวที ความเป็นธรรมชาติของอากาศรอบตัวนักร้อง และแรงปะทะจากลำโพงจริง ระบบบ้านยังเหนือกว่าอยู่มาก แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความสะดวก ความเป็นส่วนตัว ใช้ฟังกลางคืนได้ ไม่ต้องเปิดห้อง ไม่ต้องเร่ง volume และยังได้คุณภาพเสียงระดับจริงจังในพื้นที่เล็กกว่ามาก
ดังนั้นชุดนี้ควรมองเป็น portable reference chain สำหรับคนที่ต้องการพาอารมณ์ของชุดบ้าน high-end มาอยู่ใกล้ตัวมากขึ้น ไม่ใช่ชุดที่มาแทนระบบบ้านเต็มรูปแบบ
ชุดนี้เป็น reference ด้านไหน
ชุดนี้ควรวางเป็น Top Reference Portable Vocal Chain มากกว่าชุดพกพาที่เด่นในทุกด้าน จุดแข็งไม่ได้อยู่ที่ความสะดวกหรือความเป็นกลางแบบ monitor แต่คือการทำให้เสียงร้องมีเนื้อ มีลมหายใจ มีอารมณ์ และยังคุมเบสไม่ให้บวมจนบังเสียงกลาง
ราคาชุดรวมโดยประมาณอยู่ประมาณ 6 แสนบาท เมื่อรวม LP6 10th, Cayin C9ii, UM Mason FS Nuit, PW Orpheus Shield, Orpheus Shield M2M และจุก Final Audio Type E ดังนั้นการประเมินชุดนี้ควรมองเป็นระบบ reference ทั้ง chain ไม่ใช่การซื้ออุปกรณ์ชิ้นใดชิ้นหนึ่งแล้วคาดหวังผลลัพธ์เดียวกันทันที
เสียงร้องมี body ชัด น้ำหนักของคำดี และตำแหน่ง vocal อยู่กลางเวทีอย่างมั่นคง เหมาะมากกับเพลงไทย 90, vocal pop และ jazz vocal
เพลงไทยยุคนี้มักเด่นที่เสียงร้อง เมโลดี้ และอารมณ์มากกว่า soundstage แบบ audiophile ชุดนี้ทำให้เพลงคุ้นเคยฟังมีเนื้อและมีชีวิตขึ้นโดยไม่ทำให้ปลายเสียงแข็ง
รายละเอียดไม่ได้ถูกดันให้คมจัด แต่ไหลไปกับเพลง เสียงกลางอิ่ม ปลายเสียงเนียน และไดนามิกมีแรงส่งพอให้ฟังจริงจังโดยไม่ล้าเร็ว
LP6 10th ให้พื้นเสียงและความเป็นธรรมชาติ, C9ii เพิ่ม body กับ dynamic, Orpheus Shield ช่วยเรื่องความลื่น ส่วน Final Type E คุมเบสให้ไม่บวม
ชุดนี้ไม่ได้เป็น reference ด้านความสะดวก เพราะ LP6 10th ไม่มีแอป streaming ในตัว และไม่ใช่ reference ด้านเสียง monitor คมจัดหรือเบสหนักสาย EDM จุดแข็งจริงคือเสียงร้อง เนื้อเสียง อารมณ์เพลง และความลงตัวของอุปกรณ์ทั้งระบบ
ชุดที่ใช้ฟังและเส้นทางสัญญาณ
รีวิวนี้พิจารณาเสียงของทั้ง chain เป็นระบบเดียวกัน เพราะผลลัพธ์สุดท้ายไม่ได้มาจากอุปกรณ์ชิ้นใดชิ้นหนึ่งเท่านั้น แต่เกิดจากการทำงานร่วมกันของ source, amp, IEM, สายทั้งสองตำแหน่ง และจุกหูฟังที่ใช้ปิดท้ายบาลานซ์เสียง
| ตำแหน่งในชุด | อุปกรณ์ที่ใช้ | อ่านต่อ |
|---|---|---|
| DAP / Source | Luxury & Precision LP6 10th Anniversary | รีวิว LP6 10th |
| Portable Amp | Cayin C9ii | รีวิว Cayin C9ii |
| IEM | Unique Melody Mason FS Nuit Étoilée | รีวิว UM Mason FS Nuit |
| IEM Cable | PW Audio Orpheus Shield | รีวิว PW Orpheus Shield |
| M2M Interconnect | PW Audio Orpheus Shield M2M | รีวิว Orpheus Shield M2M |
| Ear Tips | Final Audio Type E | รีวิว Final Audio Type E |
ภาพถ่ายชุดที่ใช้ฟัง
ใน chain นี้ รายละเอียดของการต่อใช้งานมีผลต่อเสียงมาก ตั้งแต่ M2M ระหว่าง LP6 10th กับ C9ii ไปจนถึงจุก Final Audio Type E บน FS Nuit การจัดวางและการเลือกชิ้นส่วนจึงสะท้อนแนวคิดของชุดนี้ชัดเจน: คุมเบสให้ไม่บวม รักษาเนื้อเสียงร้อง และให้เสียงรวมลื่นต่อเนื่องที่สุด
LP6 10th + C9ii: จาก DAP ที่นิ่งมาก ไปสู่ชุดที่มีแรงส่งมากขึ้น
LP6 10th เดี่ยว ๆ มีจุดแข็งเรื่องพื้นเสียง ความเป็นธรรมชาติ และความนิ่งของโทนเสียงอยู่แล้ว แต่เมื่อเพิ่ม Cayin C9ii สิ่งที่เด่นขึ้นคือความหนาแน่นของเสียงร้อง แรงปะทะของย่านต่ำ และการแยกชั้นในช่วงที่เพลงเริ่มแน่น
vocal มี body และแรงส่งมากกว่าเดิม โดยไม่ต้องดันตำแหน่งเสียงร้องให้ล้ำหน้าเกินจริง
ย่านต่ำไม่ได้เพิ่มแค่ปริมาณ แต่มีแรงปะทะและการเก็บตัวที่ดีขึ้น โดยเฉพาะเมื่อใช้ Final Type E
เสียงร้อง กีตาร์ เบส และ ambience ยังแยกชั้นกันได้ดีขึ้น ไม่รวมเป็นก้อนง่าย
แม้ Bluetooth จะลดมิติและความลึกลง แต่ C9ii ช่วยเติมน้ำหนักและ dynamic ให้กลับมาฟังจริงจังขึ้น
บทบาทของ Orpheus Shield ทั้งฝั่ง IEM และ M2M
ใน chain นี้ Orpheus Shield ไม่ได้อยู่แค่ฝั่งสาย IEM แต่ยังทำหน้าที่เป็น M2M ระหว่าง LP6 10th กับ C9ii ด้วย โทนรวมจึงไปทางเสียงกลางที่ต่อเนื่อง ขอบเสียงไม่แห้ง และ vocal มีน้ำหนักโดยไม่หนาจนทึบ
ฝั่งสาย IEM ช่วยให้ FS Nuit แสดงจุดเด่นเรื่อง vocal density ได้ชัด ส่วน M2M ทำหน้าที่รักษาความลื่นระหว่าง source กับ amp ถ้าตำแหน่งนี้เสียงบางหรือแข็ง ทั้ง chain จะเสียความต่อเนื่องทันที แต่ Orpheus Shield M2M ทำให้เสียงรวมยังอิ่ม ลื่น และไม่กระด้างง่าย
ผลของสายขึ้นกับอุปกรณ์และรสนิยมการฟังอย่างมาก จึงควรมองเป็นส่วนหนึ่งของการจูนทั้งระบบ ไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูปสำหรับทุกชุด
Final Audio Type E: เบสแน่นขึ้น แต่ไม่บวมจนกลบเสียงร้อง
กับ UM Mason FS Nuit ในชุดนี้ Final Audio Type E ทำให้บาลานซ์ลงตัวขึ้นอย่างชัดเจน เพราะ chain เดิมมีเนื้อเสียงอิ่มและมีแรงปะทะอยู่แล้ว ถ้าจุกทำให้ mid-bass ฟุ้งเกินไป เสียงร้องไทย 90 จะเสียความชัดทันที
Type E ให้ seal ที่แน่น เบสเก็บตัวดีขึ้น และไม่ล้นเข้ามาบังเสียงกลาง ผลคือ vocal ยังอยู่กลางเวทีอย่างชัดเจน เบสมีน้ำหนักแต่ไม่หนาเกิน และเพลงที่ต้องการอารมณ์ของเสียงร้องยังรักษาความสะอาดของ midrange ได้ดี
แนวเสียงรวม: อิ่ม ลื่น มีแรง แต่ไม่คมจัด
เสียงร้อง
จุดเด่นที่สุดของชุดนี้คือเสียงร้องที่มี body และ emotional density เสียงไม่ได้บางหรือถูกดันให้ชัดแบบแข็ง ๆ แต่มีปลายคำ มีแรงส่ง และมีลมหายใจให้จับได้ง่าย โดยเฉพาะเพลงไทยที่เสียงร้องเป็นแกนหลักของเพลง
เบส
เบสไม่ใช่แนวล้นหรือเอาปริมาณนำ แต่เด่นที่น้ำหนัก texture และการคุมตัว C9ii เพิ่มแรงปะทะ ส่วน Final Type E ช่วยไม่ให้แรงปะทะนั้นกลายเป็น mid-bass ที่บวมทับเสียงร้อง
เวทีเสียงและการจัดชั้น
เวทีเสียงของชุดนี้ควรเข้าใจในบริบทของ IEM มากกว่าลำโพงบ้าน ภาพเสียงหลักยังเกิดอยู่กลางหัว ไม่ใช่การลอยออกไปด้านหน้าแบบระบบลำโพง high-end แต่สิ่งที่ทำได้ดีคือความนิ่งของตำแหน่งเสียงร้องและการแยกชั้นของดนตรี
เสียงร้องมีแกนกลางชัด กีตาร์ เบส เสียงประสาน และ ambience มีพื้นที่ของตัวเอง ไม่กองทับกันเป็นแผ่นเดียว เพลง live จึงมีบรรยากาศและช่องไฟมากกว่า IEM chain ทั่วไป แม้จะยังเป็นเวทีแบบ near-field ส่วนตัวตามธรรมชาติของหูฟังก็ตาม
ถ้าเทียบกับชุดหูฟังหรือ IEM ที่จัดชั้นไม่ดี เสียงร้องมักแบนติดหน้า เบสกับกีตาร์เบียดกัน และ ambience หายไปง่ายกว่า ชุดนี้ไม่ได้ทำให้เวทีกลายเป็นลำโพงบ้าน แต่ทำให้ภาพกลางนิ่งขึ้น ขอบเสียงมีน้ำหนักขึ้น และชั้นของดนตรีเป็นระเบียบกว่าเดิมอย่างชัดเจน
LP6 10th ไม่มีแอปในตัว: FLAC, Spotify และ Tidal ให้ผลต่างกันชัด
LP6 10th ไม่ใช่ Android DAP ที่ลง Spotify หรือ Tidal ได้โดยตรง วิธีที่ดึงศักยภาพของเครื่องออกมาได้ดีที่สุดคือการเล่น FLAC หรือไฟล์คุณภาพดีจากตัวเครื่อง ส่วน Spotify และ Tidal จะใช้ iPhone ส่งเข้า LP6 ผ่าน Bluetooth ซึ่งสะดวกกว่า แต่มีเพดานด้านมิติ รายละเอียด และ dynamic
พื้นเสียงนิ่งที่สุด เสียงร้องจับตำแหน่งชัด เบสเป็นรูปกว่า เวทีลึกกว่า และปลายเสียงมี decay เป็นธรรมชาติกว่า
สะดวกมาก เพลงไทยหาเจอง่าย เพลงใหม่มาเร็ว เสียงแบนกว่า FLAC แต่กับเพลงไทยหลายเพลงยังให้ความรู้สึกใกล้เคียงกว่าที่คาด
บางอัลบั้มให้โทนสะอาดและเปิดกว่า Spotify แต่ยังติดข้อจำกัด Bluetooth มิติและแรงปะทะยังไม่เท่า FLAC ในเครื่อง
C9ii ช่วยเติม body, punch และความหนาแน่นกลับมา ทำให้ streaming ฟังจริงจังขึ้น แต่ไม่ได้เปลี่ยน Bluetooth ให้เทียบเท่าการเล่นไฟล์ตรง
เมื่อฟังแบบจริงจัง FLAC ใน LP6 ยังให้เสียงครบที่สุด แต่สำหรับเพลงไทยใหม่ ๆ หรือ playlist ที่เปลี่ยนตลอด Spotify และ Tidal ผ่าน Bluetooth ยังเป็นวิธีที่ใช้งานจริงได้ดี โดยเฉพาะเมื่อ C9ii ช่วยเติมน้ำหนักให้เสียงไม่บางเกินไป
ทำไม Spotify กับเพลงไทยถึงใกล้ FLAC กว่าที่คิด
กับเพลงไทย โดยเฉพาะเพลงยุค 90 และป๊อปไทยหลายอัลบั้ม จุดสำคัญมักอยู่ที่เสียงร้อง เมโลดี้ และอารมณ์เพลง มากกว่าการโชว์เวทีเสียงกว้างหรือ micro detail ระดับ audiophile ความต่างระหว่าง Spotify กับ FLAC จึงไม่ได้ขยายออกมาชัดเท่าเพลงสากลที่อัดดีมาก ๆ
อีกปัจจัยคือ master ของเพลงไทยบางเพลงบนแต่ละ platform มีคาแรกเตอร์ใกล้กัน ความต่างจึงไปอยู่ที่พื้นเสียง ความลึก texture ของเบส และ decay ปลายเสียงมากกว่า ไม่ใช่ต่างจนฟังเหมือนคนละเพลง
เมื่อผ่าน LP6 + C9ii + FS Nuit แก่นของเพลงไทยยังอยู่ครบ เสียงร้องยังมีเนื้อ จังหวะยังมีแรง และอารมณ์เพลงยังมา เพียงแต่เมื่อสลับกลับไปฟัง FLAC ในเครื่อง จะได้พื้นหลังที่สงบกว่า เสียงร้องนิ่งกว่า และรายละเอียดปลายเสียงที่เป็นธรรมชาติกว่า
เพลงที่ใช้ฟังจริง: ไทย 4 เพลง + ต่างประเทศแนวละเพลง
เพลงทดสอบในบทความนี้เลือกให้แต่ละเพลงมีหน้าที่ต่างกัน เพลงไทยใช้ดูเสียงร้อง เนื้อเสียง และอารมณ์ ส่วนเพลงต่างประเทศใช้เช็ก live ambience, jazz vocal, guitar transient, groove และ timbre ของเครื่องสาย
เบิร์ด ธงไชย — ก้อนหินกับนาฬิกา
เสียงร้องวางอยู่กลางเวทีแบบนิ่ง มีเนื้อและน้ำหนักของคำร้องชัด ช่วงท้ายคำที่ลากเสียงสั้น ๆ ได้ยินแรงผ่อนและลมหายใจมากกว่าที่คุ้นจากชุดทั่วไป เสียงร้อง ไม่ได้มีแค่ความชัด แต่มีความเป็นมนุษย์และอารมณ์ของเพลงอยู่ครบ
เครื่องดนตรีด้านหลังไม่แย่ง vocal เบสทำหน้าที่รองเพลงให้เต็มขึ้นโดยไม่ดันตัวเองขึ้นมาบังเสียงกลาง ถ้าเป็นชุดที่กำลังขับน้อยกว่าหรือเสียงกลางบางกว่า เพลงนี้มักเหลือเพียงเสียงร้องที่ลอยอยู่ด้านหน้า ปลายคำหายเร็ว และอารมณ์เพลงบางลงอย่างชัดเจน
ใหม่ เจริญปุระ — แพ้ใจ
พลังเสียงยังมาเต็ม แต่ไม่กลายเป็นเสียงแข็งหรือแหลมบาด ช่วงขึ้นเสียงสูงมีประกาย มีแรงส่ง และยังได้ยิน texture ของการกดคำอยู่ เสียง ส ซ ช มีครบ แต่ไม่พุ่งออกมานำเสียงร้องจนทำให้ล้า
กลองกับเบสให้แรงของเพลงโดยไม่ทับเสียงกลาง ทำให้เพลงฟังใหญ่ขึ้นและมีพลังขึ้น ถ้าเป็นชุดที่คุมปลายเสียงไม่ดี เพลงนี้มักฟังจัดและเหนื่อยเร็ว หรือถ้าเบสบวมกว่า vocal จะถอยและแรงปะทะของคำร้องจะหายไปบางส่วน
โจ ก้อง — ลึกสุดใจ
เสียงร้องกับกีตาร์แยกชั้นกันชัด กีตาร์มีน้ำหนักตอนดีด มี texture ของสาย และมีช่วงปล่อยเสียงให้ตามฟัง เสียงร้องยังอยู่กลางเพลง ไม่ถูกกีตาร์ดันถอยหลังในช่วงที่ดนตรีเริ่มแน่น
C9ii ทำให้จังหวะกลองมีแรงกระแทกและ contrast มากขึ้น ส่วน Final Type E ช่วยคุม mid-bass ไม่ให้ฟุ้ง เพลงจึงไม่ขุ่น ถ้าเป็นชุดที่ layering ไม่ดี เพลงนี้มักกลายเป็นก้อนเดียว กีตาร์ เสียงร้อง และจังหวะด้านหลังจะติดกันมากกว่า
ปู พงษ์สิทธิ์ — ตลอดเวลา
เสียงร้องยังมีความสากเล็ก ๆ มีรอยของการเปล่งเสียง และมีความดิบที่ควรอยู่ในเพลงลักษณะนี้ กีตาร์โปร่งมีตัวเสียง มีเสียงไม้ และได้ยิน decay หลังการดีดชัดกว่าชุดเล็ก ๆ ที่มักทำให้กีตาร์แบนหรือแห้งเกินไป
พื้นเสียงที่นิ่งช่วยให้รายละเอียดเล็ก ๆ อย่างน้ำหนักมือกีตาร์และปลายเสียงร้องไม่หายไปง่าย เพลงจึงมีอารมณ์โดยไม่ต้องเร่ง volume ถ้าเป็นชุดที่เน้นความใสอย่างเดียว เพลงนี้จะบางลง หรือถ้าเบสคุมไม่อยู่ กีตาร์จะหนาเป็นก้อนและ vocal จะเสียพื้นที่
Eagles — Hotel California Live
ช่วงเปิดเพลงให้ตำแหน่งกีตาร์แต่ละตัวแยกจากกันชัด ไม่ใช่แค่ซ้ายขวา แต่มีระยะหน้าหลังให้รับรู้ เสียงปรบมือมีพื้นที่ ไม่แบนเป็นแผ่นเดียวติดหน้า เสียงกีตาร์มีทั้งแรงดีด ความกังวาน และอากาศรอบตัวโน้ต
เวทีของชุดนี้ไม่ได้กว้างแบบหลอก ๆ แต่มีช่องไฟระหว่างเสียง ทำให้ live recording ฟังมีบรรยากาศมากขึ้น ถ้าเป็นชุดที่มิติไม่ดี เพลงนี้ยังฟังสนุกได้ แต่เสียงปรบมือจะกองกัน กีตาร์จะติดกันมากกว่า และความรู้สึกของพื้นที่แสดงสดจะลดลงทันที
Norah Jones — Don’t Know Why
เสียง Norah ออกมานุ่มและใกล้ตัวแบบพอดี ได้ยินลมหายใจกับการเปลี่ยนน้ำหนักของคำร้องโดยไม่ต้องเพ่ง Piano มีน้ำหนักของคีย์ มีความกลม และไม่แข็งเป็นเม็ดแหลม ๆ เบสด้านหลังมี texture พอให้เพลงไม่ลอย แต่ก็ไม่หนาจนกลบเสียงร้อง
ชุดนี้ไม่พยายามโชว์รายละเอียดจนเพลงเสียความสบาย ทุกอย่างออกมาเป็นธรรมชาติและฟังได้นาน ถ้าเป็นชุดที่เน้นแยกรายละเอียดแบบคมจัด เพลงนี้อาจชัดกว่าในแวบแรก แต่เสียงร้องจะบางลง และบรรยากาศละมุนของเพลงจะหายไปบางส่วน
Dire Straits — Sultans of Swing
จังหวะการดีดกีตาร์ออกมาชัด กีตาร์มี attack แต่ยังมีเนื้อ ไม่ใช่คมแห้ง เสียงปล่อยโน้ตมีหางให้ตามฟัง และจังหวะของเพลงเดินลื่น เบสคุม groove อยู่ด้านล่างโดยไม่ทำให้เพลงหนักเกินไป
เสียงร้องไม่ถอยจนหาย รายละเอียดกีตาร์หลายชั้นแยกออกจากกันดี แต่ยังไม่แยกจนเพลงแข็ง ถ้าเป็นชุดที่เร็วแต่เนื้อเสียงน้อย เพลงนี้จะสะอาดแต่ไม่มัน หรือถ้าเป็นชุดที่เบสเยอะเกินไป ความคล่องของกีตาร์จะลดลงและ groove จะไม่กระชับเท่านี้
Michael Jackson — Billie Jean
เบสขึ้นเป็นลูกชัด มีแรงและมีขอบ ไม่ใช่เบสหนาที่ไหลทับทุกอย่าง Kick กับ bass line เกาะจังหวะกันดี ทำให้ groove มาตั้งแต่ต้น เสียงร้องของ Michael อยู่กลางชัด และเสียงเล็ก ๆ รอบเพลงโผล่ออกมาโดยไม่ต้องเปิดดัง
C9ii เติม punch ให้เพลงได้ดี ส่วน Final Audio Type E ช่วยให้ low-end ไม่ฟุ้งจนเสียความคล่อง ถ้าเป็นชุดที่เบสควบคุมไม่ดี เพลงนี้อาจฟังสนุกในช่วงแรก แต่ bass line จะบวมและกลบรายละเอียดรอบเพลงเร็วมาก หรือถ้าชุดบางเกินไป groove จะหายและเพลงจะไม่ขยับตัวเท่านี้
Yo-Yo Ma — Bach Cello Suite No.1 Prelude
เชลโลมีเนื้อ มีน้ำหนักของตัวเครื่อง และได้ยินแรงสีสายชัด เสียงไม่ได้ผอมเพื่อแลกกับรายละเอียด แต่มีความอิ่มและมี decay ของห้องหลังโน้ตค่อย ๆ จางออกไป จังหวะการลากคันชักต่อเนื่อง ทำให้ solo cello มีชีวิต ไม่แห้งเป็นโน้ตแยก ๆ
เพลงนี้แสดงข้อดีของชุดกับ timbre เครื่องดนตรีจริง ถ้าเป็นชุดที่เน้นความใสหรือความคมมากเกินไป เชลโลจะกลายเป็นเสียงสายบาง ๆ และน้ำหนักของตัวเครื่องจะหาย แต่ชุดนี้ยังเก็บความหนา ความสั่น และบรรยากาศของห้องไว้ได้ค่อนข้างครบ
LP6 10th เดี่ยว ๆ vs LP6 10th + C9ii
| จุดฟัง | LP6 10th เดี่ยว | LP6 10th + C9ii |
|---|---|---|
| เสียงร้อง | เป็นธรรมชาติ ลื่น และนิ่ง | อิ่มขึ้น มีแรงส่ง และมี body มากขึ้น |
| เบส | กระชับและคุมดี | มีน้ำหนัก มี authority และจับตัวเป็นรูปกว่า |
| เวทีเสียง | เปิดและสะอาด | layering ชัดขึ้น เพลงแน่นแล้วยุบยากกว่า |
| ความสะดวก | ง่ายกว่า พกง่ายกว่า | หนักกว่า ต่อหลายชิ้น แต่เสียงไปได้ไกลกว่า |
จุดที่อาจทำให้ไม่ถูกใจ
ชุดนี้ให้เสียงดีมากในแนวทางของตัวเอง แต่ไม่ได้เหมาะกับทุกคน จุดแรกคือ LP6 10th ไม่มีแอป streaming ในตัว ถ้าต้องการเปิด Spotify หรือ Tidal จากเครื่องโดยตรงเหมือน Android DAP รุ่นใหม่ ชุดนี้ไม่ใช่คำตอบนั้น
LP6 + C9ii + M2M + IEM cable เหมาะกับการนั่งฟังจริงจังมากกว่าการพกเดินทั้งวันแบบเบาที่สุด
ถ้าชอบเสียงสว่าง คม แยกชิ้นแบบ studio monitor อาจรู้สึกว่าชุดนี้เน้น musical และเนื้อเสียงมากกว่า
Spotify/Tidal ผ่าน Bluetooth สะดวกมาก แต่เวทีและรายละเอียดสู้ FLAC ในเครื่องไม่ได้ แม้ C9ii จะช่วยเติม body ก็ตาม
ถ้า setup ไม่ลงตัว เบสอาจฟุ้งหรือเสียงร้องอาจถอยได้ Final Type E จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชุดนี้บาลานซ์ขึ้น
ลิงก์ที่เกี่ยวข้องและรีวิวเดี่ยวของอุปกรณ์ในชุด
ไม่ใช่ชุดที่สะดวกที่สุด แต่เป็นชุดที่ทำให้เพลงคุ้นเคยฟังเพราะขึ้นมาก
Luxury & Precision LP6 10th + Cayin C9ii + UM Mason FS Nuit + PW Orpheus Shield เป็น chain ที่เข้าทางเสียงร้องไทย 90 อย่างชัดเจน เพราะให้ทั้งเนื้อเสียง อารมณ์ และการคุมเบสที่ไม่บัง vocal เมื่อมี Orpheus Shield M2M ช่วยเรื่องความลื่น และ Final Audio Type E ช่วยเก็บเบส ชุดนี้จึงให้เสียงอิ่ม นิ่ง และฟังได้นานโดยไม่ล้าง่าย
เหมาะมากถ้า: ฟังเพลงร้องจริงจัง ชอบเสียงกลางมีเนื้อ และยอมแลกความสะดวกเพื่อเสียงที่ลึกกว่า DAP ตัวเดียว
อาจไม่เหมาะถ้า: ต้องการ DAP Android ที่เปิดแอป streaming ได้ในตัว และทั้งชุดรวมกัน มีน้ำหนักพอควร ไม่ใช่ชุดเล็กเบาแบบชิ้นเดียวจบ
ก่อนตัดสินใจ: เสียง สาย และจุกหูฟังเป็นเรื่อง subjective มาก และราคาที่แพงกว่าไม่ได้แปลว่าเสียงจะถูกจริตผู้ฟังเสมอไป ควรลองกับเพลงที่ฟังจริงและความชอบส่วนตัวก่อนเสมอ