ThaiAudiophile Review

7Hz Zero 2 รีวิว: IEM งบเริ่มต้น เบสดี ฟังง่าย คุ้มไหม

IEM ร่วมจูนโดย Crinacle ที่เปลี่ยนจากเสียงใสของ Zero รุ่นแรกมาเป็นแนวอุ่น ฟังง่าย เบสมี และแหลมไม่บาด

7Hz Zero 2 เหมาะกับคนที่อยากได้หูฟังมีสายตัวแรกที่ฟังง่าย ใช้ได้ทุกวัน และไม่แหลมจัด แต่ต้องรู้ก่อนซื้อว่า nozzle สั้น, seal สำคัญมาก, vocal ไม่ forward และ technical performance ไม่ใช่จุดเด่นที่สุด

Warm daily IEM
เบสดีขึ้นจาก Zero รุ่นแรก
แหลม safe ฟังนานง่าย
ต้องเช็ก fit / seal ก่อนตัดสิน
Quick Verdict

สรุปเร็ว: 7Hz Zero 2 เหมาะกับใคร

ถ้าต้องการ IEM งบเริ่มต้นที่เบสดี ฟังง่าย แหลมไม่บาด และใช้ฟังเพลงทั่วไปได้สบาย Zero 2 เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ โดยเฉพาะคนที่แพ้แหลมหรือรู้สึกว่า IEM เสียงใสอย่าง Simgot EW200 ฟังแล้วเหนื่อย

ควรซื้อถ้า

ต้องการเสียง warm, bass-friendly, fatigue-free สำหรับฟังทุกวัน

ควรคิดก่อนถ้า

ชอบเสียงใส โปร่ง vocal เด่น หรืออยากได้ detail เปิดแบบ EW200 / Zero รุ่นแรก

ควรเช็กก่อนซื้อ

รุ่น 3.5mm / Type-C, สายมีไมค์หรือไม่, และต้องเตรียมเปลี่ยนจุกถ้า seal ไม่ดี

คำตัดสินสั้น ๆ: Zero 2 คือ IEM สำหรับคนที่ต้องการ “ฟังง่ายทุกวัน” มากกว่าหูฟังสำหรับจับรายละเอียดจริงจัง
Crinacle Collaboration

7Hz Zero 2 กับ Crinacle เกี่ยวกันยังไง

ชื่อเต็มของรุ่นนี้มักถูกเรียกว่า 7Hz x Crinacle Zero 2 หรือ 7Hz Salnotes Zero 2 เพราะเป็นรุ่นที่ต่อยอดจาก 7Hz Salnotes Zero รุ่นแรก ซึ่งเป็น IEM งบเริ่มต้นที่ได้รับความนิยมสูงในสาย audio community

Crinacle คือ reviewer และผู้ทำฐานข้อมูลกราฟ frequency response ที่คนเล่น IEM รู้จักกันมาก จุดสำคัญของ Zero 2 คือไม่ได้จูนให้เหมือน Zero รุ่นแรกแบบตรง ๆ แต่ปรับให้ฟังง่ายขึ้น เบสมีน้ำหนักขึ้น และลดความคมของแหลมลง

ดังนั้นอย่าคิดว่า Zero 2 คือ “Zero รุ่นแรกที่ดีขึ้นทุกด้าน” เพราะจริง ๆ แล้วเป็น character คนละทาง รุ่นแรกจะโปร่งกว่า neutral กว่า และแหลมเปิดกว่า ส่วน Zero 2 จะอุ่นกว่า ฟังง่ายกว่า และเหมาะกับคนทั่วไปมากกว่า

ถ้ายังไม่เข้าใจเรื่อง tuning target แนะนำอ่านเพิ่มที่ Harman tuning, tonal balance และหน้า Tuning โดย Crinacle ดียังไง
Product Position

Zero 2 คือหูฟังแนวไหน

7Hz Zero 2 เป็น IEM งบเริ่มต้นที่จูนมาให้ฟังง่ายกว่า 7Hz Salnotes Zero รุ่นแรก รุ่นแรกออกแนว neutral / bright กว่า เสียงโปร่งกว่า และแหลมมีประกายกว่า ส่วน Zero 2 เพิ่มเบส ลดความคมของแหลม และทำให้เสียงโดยรวมอุ่นขึ้น

พูดง่าย ๆ คือ Zero 2 ไม่ได้พยายามเป็น IEM สาย analytical แต่เป็น IEM ที่เน้นความสบาย ใช้ง่าย และไม่ทำให้ล้าหูเร็ว เหมาะกับคนที่ต้องการหูฟังตัวเดียวใช้ฟังเพลงทั่วไป ดู YouTube ดูหนัง หรือพกติดกระเป๋า

ถ้าชอบอ่านพื้นฐานแนวเสียงเพิ่ม ดูได้ที่ เสียง warm คืออะไร, fun tuning และ Bass Impact vs Bass Quantity

Practical Specs

สเปกที่มีผลกับการใช้งานจริง

Zero 2 ขับง่าย ใช้กับมือถือ คอมพิวเตอร์ หรือ dongle ราคาประหยัดได้ ไม่จำเป็นต้องใช้ DAC/Amp แพง จุดที่ควรรู้คือถ้า source มี noise floor หรือสัญญาณไม่สะอาด อาจได้ยินเสียงรบกวนได้ง่ายกว่าหูฟังบางรุ่น

รุ่น 3.5mm เป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับคนที่มี dongle อยู่แล้ว ส่วนรุ่น Type-C ต้องเช็กให้ดี เพราะอาจไม่ใช่ DSP IEM ที่มี DAC ในตัวแบบที่หลายคนเข้าใจ หากมือถือไม่รองรับ analog audio ผ่าน USB-C อาจใช้งานไม่ได้หรือจำเป็นต้องมี dongle เพิ่ม

หัวข้อ รายละเอียดที่ควรรู้ ผลต่อการใช้งานจริง
Driver Single dynamic driver เสียงฟังง่าย เบสมีน้ำหนัก แต่ technical ไม่ใช่จุดขายหลัก
Connector 2-pin 0.78mm เปลี่ยนสายได้ง่าย ถ้าสายเดิมไม่ถูกใจหรือต้องการไมค์
รุ่น 3.5mm / Type-C มีหลายชุดจำหน่าย ควรเช็กก่อนซื้อ โดยเฉพาะ Type-C ว่าตรงกับมือถือหรือไม่
การขับ ขับง่าย Apple Dongle หรือ USB-C dongle ทั่วไปก็เพียงพอ
Fit & Comfort

Zero 2 ใส่สบายไหม: จุดสำคัญคือ nozzle สั้นและ seal

เรื่อง fit คือจุดที่ควรระวังที่สุดของ Zero 2 ถึงตัวหูฟังจะเบาและใส่ได้สบายสำหรับหลายคน แต่ nozzle ค่อนข้างสั้น ทำให้ seal ยากกว่าที่คิด

ถ้า seal ไม่ดี เบสจะหาย เสียงจะบาง และจะไม่ได้ยินโทนเสียงจริงของรุ่นนี้ อย่าเพิ่งตัดสินว่า Zero 2 เสียงไม่ดีจนกว่าจะลองเปลี่ยนจุกให้เหมาะ

ควรลองจุกแบบไหน

  • Dunu S&S หรือจุก stem ยาว เพื่อช่วยให้ insertion ลึกขึ้น
  • Tangzu Sancai หรือ AZLA Origin ถ้าต้องการ seal ที่มั่นคงขึ้น
  • Moondrop Spring Tips ถ้าต้องการเปิดเสียงและลดความอับ

ใครควรระวัง

  • คนหูเล็กหรือ ear canal ลึก
  • คนที่ไม่อยากเสียเวลาลองจุกหลายแบบ
  • คนที่ต้องการ IEM ใส่นอน เพราะ shell อาจดันหู
ถ้า comfort เป็นเรื่องสำคัญ แนะนำอ่าน หูฟังแบบไหนใส่สบายสุดสำหรับเมืองไทย เพิ่มก่อนตัดสินใจ
Sound Overview

เสียงของ 7Hz Zero 2 เป็นแนวไหน

เสียงของ Zero 2 เป็นแนว warm, bass-boosted, safe tuning ฟังง่าย แหลมนุ่ม เบสมีน้ำหนัก และไม่ค่อยบาดหู จุดเด่นคือความสบาย ไม่ต้องเพ่ง ไม่ต้องจับผิด และไม่ทำให้ล้าเร็ว

ถ้าฟังแบบ casual listening รุ่นนี้ทำได้ดีมาก เพราะเสียงไม่บางเกินไป เบสช่วยให้เพลงมีน้ำหนัก และแหลมไม่พุ่ง แต่ถ้าฟังแบบตั้งใจจับรายละเอียด จะเริ่มเห็นข้อจำกัดเร็ว รายละเอียดปลายเสียงไม่เปิดมาก soundstage ไม่กว้างมาก และ separation ไม่เด่นในเพลงที่มีชิ้นดนตรีเยอะ

โทนเสียง warm / bass-friendly / safe
จุดขาย ฟังง่าย เบสมี แหลมไม่บาด
ข้อแลกเปลี่ยน detail และ sparkle ไม่เด่น
เหมาะกับ daily use มากกว่า analytical listening
Bass

เบสของ Zero 2 ดีไหม

เบสคือจุดที่ทำให้ Zero 2 ต่างจาก Zero รุ่นแรกมากที่สุด รุ่นนี้ให้เบสเยอะขึ้น อุ่นขึ้น และฟังสนุกขึ้น โดยเฉพาะ sub-bass ที่มี rumble ดีพอสำหรับ Pop, Hip-hop, EDM และดูหนัง

แต่ Zero 2 ไม่ใช่เบสสาย basshead เต็มตัว ถ้าต้องการเบสหนักมากแบบเน้นแรงปะทะ QKZ x HBB จะเหมาะกว่า ลักษณะเบสของ Zero 2 จะนุ่มและฟังสบายมากกว่าเบสที่เร็ว กระชับ หรือ punchy แบบ EW200

บางเพลงที่ mix หนาอยู่แล้วอาจรู้สึกว่า mid-bass ทำให้เสียงขุ่นหรือ muddy ได้เล็กน้อย โดยเฉพาะถ้าใช้ source ที่เสียงอุ่นอยู่แล้ว

ถ้าสับสนระหว่างเบสลึก เบสกระแทก และปริมาณเบส อ่านต่อที่ Sub-bass กับ Mid-bass ต่างกันยังไง และ Bass Impact vs Bass Quantity
Vocal & Midrange

เสียงร้องของ Zero 2 เป็นยังไง

เสียงร้องของ Zero 2 ไม่ใช่จุดเด่นที่สุด เสียงร้องมีความอุ่นและมี body พอสมควร แต่ไม่ได้ดันมาข้างหน้าแบบ vocal-forward IEM

เสียงร้องชายฟังได้ดีเพราะโทนมีน้ำหนัก แต่เสียงร้องหญิงหรือ K-pop female vocal อาจไม่เด่น ไม่ใส หรือไม่เปิดเท่า Simgot EW200 / Tangzu Wan’er

ถ้าชอบ vocal ที่ชัด พุ่ง มี articulation ดี EW200 จะตอบโจทย์กว่า ถ้าชอบ vocal อุ่นและฟังง่าย Wan’er อาจเหมาะกว่า ส่วน Zero 2 เหมาะกับคนที่ต้องการ vocal ที่ไม่บาดหูและไม่ต้องการความคมมากนัก

Treble & Sparkle

แหลมของ Zero 2 สว่างไหม

แหลมของ Zero 2 ไม่สว่างและไม่บาดง่าย จุดนี้เป็นข้อดีสำหรับคนแพ้แหลม เพราะฟังนานได้สบายกว่า EW200 หรือ Zero รุ่นแรก

ข้อเสียคือแหลมถูกจูนให้ safe มาก ทำให้บางคนรู้สึกว่าขาด sparkle, air และความ crisp ของปลายเสียง คนที่ชอบเสียงใส รายละเอียดปลายฉาบ หรือความโปร่งแบบ Zero รุ่นแรก / EW200 อาจรู้สึกว่า Zero 2 ฟังแล้วทึบหรือไม่ตื่นเต้นพอ

ถ้าอยากเปิดปลายเสียงขึ้น สามารถใช้จุกที่ให้เสียงสว่างขึ้น หรือ EQ เพิ่ม treble เล็กน้อยได้ แต่ถ้าต้องการแหลมเปิดโดยธรรมชาติ EW200 หรือ Zero รุ่นแรกจะเหมาะกว่า

อ่านพื้นฐานเพิ่มได้ที่ Treble Brightness คืออะไร และ เสียงสว่างคืออะไร
Technical Performance

Detail / Resolution / Separation / Speed

Zero 2 ให้รายละเอียดดีพอสำหรับราคา แต่ไม่ใช่ IEM สาย technical เด่น จุดแข็งของมันคือฟังง่าย ไม่ใช่การแยกรายละเอียดแบบจริงจัง

ถ้าเทียบกับ EW200 ในราคาใกล้กัน EW200 มักให้ความรู้สึกว่ารายละเอียดเปิดกว่า เสียงร้องชัดกว่า และ imaging คมกว่า ส่วน Zero 2 จะฟังสบายกว่าและแหลมไม่ดุเท่า

ถ้าเทียบกับ HEXA, EA500 หรือ S12 ช่องว่าง technical จะชัดขึ้นมาก ทั้ง detail, separation, speed, soundstage และ treble extension

ถ้าอยากเข้าใจศัพท์เหล่านี้เพิ่มเติม อ่าน Detail vs Resolution vs Clarity, Separation คืออะไร และ Soundstage vs Imaging

Music & Use Cases

Zero 2 เหมาะกับเพลงแนวไหน

แนวเพลง / การใช้งาน เหมาะไหม เหตุผล
Pop / Hip-hop / EDM เบา ๆ เหมาะ เบสมีน้ำหนัก ฟังสนุก และแหลมไม่บาด
Jazz / Acoustic / Podcast เหมาะ โทนอุ่น ฟังสบาย เสียงพูดไม่คมเกินไป
YouTube / ดูหนัง เหมาะมาก เบสช่วยให้เสียงมีน้ำหนักและดูหนังสนุกขึ้น
K-pop female vocal / Ballad ปานกลาง เสียงร้องไม่ forward เท่า EW200 หรือ Wan’er
Metal / Rock ที่ต้องการ bite ไม่เด่น แหลม safe และ guitar bite ไม่จัดมาก
Competitive FPS ไม่แนะนำเป็นหลัก soundstage และ imaging ไม่ใช่จุดแข็ง
Source Pairing

ต้องใช้ DAC/Amp ไหม

Zero 2 ขับง่าย ไม่จำเป็นต้องใช้ DAC/Amp แพง Apple Dongle หรือ USB-C dongle ราคาประหยัดก็พอสำหรับการใช้งานทั่วไป

สิ่งที่ควรระวังคือการจับคู่กับ source โทนอุ่น เพราะ Zero 2 มีโทนอุ่นอยู่แล้ว ถ้าใช้ dongle หรือ source ที่อุ่นมาก อาจทำให้เสียงหนา ขุ่น หรือ dull กว่าที่ควรเป็น source ที่เหมาะคือ neutral หรือ slightly bright เพื่อช่วยเปิดรายละเอียดขึ้นเล็กน้อย

ถ้ายังไม่เข้าใจเรื่อง source อ่านเพิ่มได้ที่ DAC คืออะไร, จำเป็นต้องมี Amp แยกไหม และ แยก DAC สำคัญไหม

Comparisons

Zero 2 เทียบกับ Zero รุ่นแรก, EW200, ZERO: RED, HEXA และ S12

Zero 2 ไม่ได้ชนะทุกตัวในทุกด้าน จุดเด่นคือฟังง่ายและเบสมีน้ำหนัก แต่ถ้าต้องการเสียงใส รายละเอียด หรือ technical รุ่นอื่นอาจเหมาะกว่า

คู่เทียบ Zero 2 เด่นกว่า อีกรุ่นเด่นกว่า เลือกแบบเร็ว
Zero 2 vs Zero รุ่นแรก เบสเยอะกว่า แหลมนุ่มกว่า ฟังนานง่ายกว่า Zero รุ่นแรกโปร่งกว่า neutral กว่า detail เปิดกว่า ชอบ warm เลือก Zero 2 / ชอบโปร่งเลือก Zero รุ่นแรก
Zero 2 vs EW200 ฟังสบายกว่า แหลมไม่ดุ เบสอุ่นกว่า EW200 ใสกว่า vocal ชัดกว่า detail ดีกว่า แพ้แหลมเลือก Zero 2 / ชอบ clarity เลือก EW200
Zero 2 vs ZERO: RED ถูกกว่า ขับง่ายกว่า ใช้มือถือสะดวกกว่า RED polished กว่า บาลานซ์กว่า overall quality ดีกว่า งบจำกัดเลือก Zero 2 / เพิ่มงบได้เลือก RED
Zero 2 vs HEXA ราคาถูกกว่า ฟังง่ายกว่า casual กว่า HEXA technical ดีกว่า balance ดีกว่า separation ดีกว่า daily งบประหยัดเลือก Zero 2 / จริงจังเลือก HEXA
Zero 2 vs S12 / EA500 ฟังง่ายกว่า ไม่ต้องเพิ่มงบมาก S12 / EA500 detail, speed, dynamics ดีกว่า จบงบเลือก Zero 2 / อยากอัปเกรดเลือก S12 หรือ EA500

Zero 2 vs Simgot EW200

EW200 เด่นกว่าเรื่องเสียงใส รายละเอียด vocal clarity และ imaging ส่วน Zero 2 เด่นกว่าเรื่องความฟังง่าย เบสอุ่น และแหลมไม่บาด

เลือก Zero 2 ถ้า: แพ้แหลม ชอบฟังนาน และอยากได้เสียงอุ่น

เลือก EW200 ถ้า: ต้องการความใส เสียงร้องเด่น รายละเอียดเปิด และไม่กลัวแหลมสว่าง

อ่านเพิ่ม: EW200 vs Zero 2

Zero 2 vs Truthear ZERO: RED

ZERO: RED ให้บาลานซ์ที่เป็นธรรมชาติกว่าและ polished กว่าในภาพรวม ถ้างบถึง RED มักเป็นตัวเลือกที่อัปเกรดชัดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องความนิ่ง รายละเอียด และความสมดุล

เลือก Zero 2 ถ้า: งบจำกัด ขับง่าย และต้องการ warm daily IEM

เลือก ZERO: RED ถ้า: เพิ่มงบได้และอยากได้ overall quality ที่มั่นใจกว่า

อ่านเพิ่ม: ZERO RED vs Zero 2

Pain Points

จุดที่ควรรู้ก่อนซื้อ

จุดที่ควรเช็กที่สุดคือ fit และ seal เพราะ nozzle ค่อนข้างสั้น ถ้า seal ไม่ดี เบสจะหายและเสียงจะบาง ควรลองเปลี่ยนจุกก่อนตัดสินว่าเสียงไม่ดี
  • Nozzle สั้นและ seal ยาก: ถ้าใส่ไม่แน่น เบสจะหายและเสียงจะผิดจาก tuning จริง
  • สายเดิมธรรมดา: ใช้ได้ แต่บางและอาจไม่ทนสำหรับคนพกพาบ่อย เปลี่ยนสาย 2-pin ได้ง่าย
  • Filter อุดตันได้: ถ้าเสียงเบาข้างเดียว อาจไม่ใช่ driver เสีย ควรเช็ก nozzle filter ก่อน
  • เสียง safe เกินไปสำหรับบางคน: คนที่ชอบเสียงใส คม โปร่ง อาจรู้สึกว่าไม่เปิดพอ
  • Vocal ไม่ forward: คนฟัง K-pop female vocal หรือ ballad เป็นหลักควรเทียบกับ EW200 / Wan’er
  • Technical ไม่เด่น: ถ้าคาดหวัง detail แบบ HEXA, S12 หรือ EA500 จะมีโอกาสผิดหวัง
ถ้าซื้อออนไลน์ แนะนำอ่าน คู่มือซื้อหูฟังออนไลน์ เพื่อเช็กเรื่องร้าน นโยบายคืนสินค้า และความเสี่ยงด้าน fit ก่อนกดซื้อ
Buyer Regret

ใครซื้อ Zero 2 แล้วอาจผิดหวัง

คนที่ซื้อ Zero 2 แล้วอาจผิดหวังคือคนที่เห็นชื่อ Crinacle หรือกระแสรีวิว แล้วคาดหวังว่าเสียงจะว้าวมากกว่าราคาหลายเท่า ความจริงคือ Zero 2 เป็น IEM ที่ดีในงบเริ่มต้น แต่ไม่ได้ล้มรุ่นแพงกว่า

อีกกลุ่มคือคนที่เคยชอบ Zero รุ่นแรก เพราะ Zero 2 เปลี่ยน character ไปชัดเจน จากเสียงที่โปร่ง neutral และแหลมเปิด มาเป็นเสียงที่อุ่นขึ้น เบสเยอะขึ้น และแหลมนุ่มขึ้น

ซื้อแล้วมีโอกาสชอบ

  • ต้องการ IEM ฟังง่าย เบสมี แหลมไม่บาด
  • แพ้แหลมหรือไม่ชอบเสียง bright
  • ฟัง YouTube, Podcast, Pop, Hip-hop, ดูหนังเป็นหลัก
  • ต้องการ daily driver ราคาประหยัด

ซื้อแล้วอาจผิดหวัง

  • ชอบเสียงใส โปร่ง รายละเอียดเปิด
  • ชอบ vocal-forward หรือเสียงร้องหญิงเด่น
  • เป็น basshead ที่ต้องการเบสหนักมาก
  • ต้องการเล่น competitive FPS หรือจับตำแหน่งเสียงจริงจัง
Buying Decision

ใครควรซื้อ / ใครควรข้าม

ควรซื้อ Zero 2 ถ้า

  • ต้องการ IEM งบเริ่มต้นที่ฟังง่ายและเบสมีน้ำหนัก
  • แพ้แหลมหรือไม่ชอบ IEM เสียงใสจัด
  • ฟัง Pop, Hip-hop, EDM เบา ๆ, Jazz, Acoustic, YouTube, Podcast หรือดูหนังเป็นหลัก
  • ต้องการ daily driver ราคาประหยัดที่ขับง่าย
  • พร้อมลองเปลี่ยนจุกเพื่อแก้เรื่อง seal

ควรข้าม Zero 2 ถ้า

  • ต้องการเสียงใส โปร่ง รายละเอียดเปิด หรือแหลมมี sparkle
  • เน้น vocal-forward, K-pop female vocal, ballad หรือ acoustic vocal เป็นหลัก
  • ต้องการ technical performance สูง เช่น detail, separation, soundstage และ imaging
  • เล่น competitive FPS เป็นหลัก
  • ไม่อยากเสียเวลาลองจุก เพราะ nozzle สั้นอาจต้องเปลี่ยนจุก
Value

ราคาและความคุ้มค่าในไทย

ถ้า Zero 2 อยู่ในงบประมาณไม่เกิน 1,000–1,200 บาท ถือว่ายังน่าสนใจมากสำหรับคนที่ต้องการ IEM เบสดี ฟังง่าย และไม่แหลมบาด

แต่ถ้าราคาเข้าใกล้ Simgot EW200 หรือ Truthear ZERO: RED มากขึ้น ควรเลือกตามแนวเสียงมากกว่าเลือกตามชื่อรุ่น ถ้าชอบเสียงใส รายละเอียดดี เลือก EW200 ถ้าชอบฟังง่าย เบสอุ่น แหลมนุ่ม เลือก Zero 2 ถ้าเพิ่มงบได้และต้องการ overall quality ดีกว่า เลือก ZERO: RED หรือ HEXA

ถ้าต้องการดูตัวเลือกในงบใกล้กัน อ่านต่อที่ IEM งบไม่เกิน 2,000 และถ้าอยากขยับงบ ดู หูฟังงบ 3,000–5,000

Final Verdict

สรุป 7Hz Zero 2 ยังน่าซื้อไหม

Zero 2 ยังน่าเลือก ถ้าต้องการ warm daily IEM ราคาประหยัด

7Hz Zero 2 เป็น IEM งบเริ่มต้นที่เหมาะกับคนที่ต้องการเสียงอุ่น เบสมีน้ำหนัก แหลมไม่บาด และฟังง่ายในชีวิตประจำวัน จุดแข็งของมันไม่ใช่ technical performance แต่คือความสบายในการฟังและราคาที่เข้าถึงง่าย

ถ้าฟังเพลงทั่วไป ดู YouTube ดูหนัง หรืออยากได้ IEM ตัวแรกที่ไม่แหลมจัด Zero 2 เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ แต่ต้องระวังเรื่อง fit เพราะ nozzle สั้นและ seal สำคัญมากกับเสียงเบสของรุ่นนี้

สรุปคือ Zero 2 เหมาะกับคนที่ต้องการ warm daily IEM ราคาประหยัด มากกว่าคนที่ต้องการเสียงใส โปร่ง vocal เด่น หรือรายละเอียดระดับสูง ถ้ารู้ตัวว่าชอบเสียงฟังง่ายและไม่ซีเรียสกับ technical มาก รุ่นนี้ยังคุ้ม แต่ถ้าต้องการความคมชัดและรายละเอียด ควรเทียบกับ EW200, HEXA หรือ S12 ก่อนตัดสินใจ

คุณภาพเสียงและ tuning เป็นเรื่องความชอบส่วนตัว ถ้ามีโอกาสควรลองฟังก่อนตัดสินใจ โดยเฉพาะ Zero 2 ที่เรื่องจุก, seal, source และความชอบด้านแหลม/เบสมีผลกับประสบการณ์จริงมาก